คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

อุ้มอิ้ม FM

บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

รองเท้าส้นสูง ใส่อย่างไร ช่วงหน้าฝน

รองเท้าส้นสูง ใส่อย่างไร ช่วงหน้าฝน
รองเท้าส้นสูง

“รองเท้าส้นสูง” ของที่คู่กับผู้หญิงที่อยากดูสูงเพรียวและสวยสมส่วนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะต้องแลกกับความเมื่อย หรือเจ็บปวดอย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งหน้าฝนที่ต้องต่อสู้กับความเฉอะแฉะ และก่อให้เกิดอุบัติเหตุลื่นหกล้มได้ง่ายก็ตาม คุณผู้หญิงก็ไม่ยั่น
เพื่อสนับสนุนคุณผู้หญิงที่ห่างรองเท้าส้นสูงไม่ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์หรือฤดูกาลใดๆ ก็ตาม น.ส.อังค์สุมาลี แร่กาสิน นักกายภาพบำบัด แผนกประกันสังคม รพ.กล้วยน้ำไท 1 มีคำแนะนำที่น่าสนใจ


เริ่มจากเราควรจะรู้ว่าปกติคนเราเดินกันวันละ 3,000-5,000 ก้าวโดยเฉลี่ย ส้นรองเท้าที่ยิ่งสูงจะทำให้เกิดแรงกดที่กระดูกนิ้วเท้าและข้อต่อนิ้วเท้า ทำให้การกระจายแรงที่เกิดจากการเดินผิดเพี้ยนไป เนื่องจากเวลาก้าวเดินปกติ เราจะยกด้านหน้าของเท้าขึ้นประมาณ 10-20 องศา แล้วเริ่มลงน้ำหนักจากส้นเท้า กลางเท้า และบริเวณด้านหน้าเท้า (นิ้วเท้า) แต่เมื่อเราใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้การยกหน้าเท้าน้อยลง ลักษณะการเดินจะคล้ายกับการลากเท้า และน้ำหนักส่วนใหญ่จะไปลงที่บริเวณกระดูกนิ้วเท้ารวมถึงข้อต่อนิ้วเท้า (Metarsal Joint) ซึ่งการกระจายแรงที่ไม่ทั่วถึงทั้งเท้านี้จะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า หรือการอักเสบของเอ็นที่เท้าตามมาด้วย และการใส่รองเท้าส้นสูงนานๆ จะทำให้เกิดอาการปวดน่อง เพราะต้องเขย่งบนรองเท้าส้นสูงตลอด ทำให้กล้ามเนื้อน่องต้องทำงานหนักขึ้น นอกจากนี้การเดินบนรองเท้าส้นสูงจะมีแรงกระแทกมาที่ข้อเข่า มากกว่าการใส่รองเท้าส้นเตี้ยจึงทำให้ปวดเข่า และเป็นสาเหตุให้เข่าเสื่อมได้ระยะยาว

รองเท้าที่เหมาะสำหรับการเดินบนพื้นถนนที่เปียกลื่นอย่างหน้าฝน คือรองเท้าไม่มีส้น และผลิตด้วยวัสดุที่ไม่เปียกน้ำง่าย เช่น รองเท้าบัลเลย์ (Ballet Shoes) ชนิดที่เป็นหนังหรือยางแบบที่มีแผ่นยางกันลื่นที่ใต้พื้นรองเท้า และรองเท้าแตะรัดส้นที่มีพื้นยางประเภทที่เกาะพื้นถนนได้ดี หรือรองเท้าผ้าใบแบบที่ช่วยกันน้ำได้ รวมถึงรองเท้าบูทยางแบบใส่ลุยฝน ฯลฯ นอกจากนี้ บริเวณ “พื้นรองเท้า” ควรเลือกรองเท้าที่ยึดเกาะพื้นผิวชนิดต่างๆ ขณะเปียกได้ดี และควรเลือกพื้นแบบที่มีลาย หรือพื้นผิวขรุขระซึ่งน่าจะเกาะพื้นผิวได้ดีกว่า ขณะเดียวกันหากมีรองเท้าอยู่แล้วแต่กลัวลื่นก็ควรนำไปที่ร้านรองเท้าเพื่อให้ติดแผ่นยางกันลื่น ส่วน “พื้นด้านในรองเท้า” ควรเป็นแบบที่ใส่แล้วกระชับกับฝ่าเท้าไม่ลื่น และมีความอ่อนนุ่มพอประมาณ แต่ไม่ควรจะนิ่มเกินไป เพราะอาจทำให้เมื่อยได้ง่ายเมื่อต้องเดินระยะยาว ขณะเดียวกัน “ลักษณะรองเท้า” ควรเลือกรองเท้าหุ้มส้น หรือรัดส้นที่ใส่แล้วรู้สึกกระชับกับหลังเท้า หลีกเลี่ยงรองเท้าหัวแหลม เนื่องจากบีบปลายนิ้วเท้า ทำให้เท้าผิดรูป และที่ขาดไม่ได้คือ “ส้นรองเท้า” ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าส้นเข็ม เนื่องจากต้องเกร็งขณะเท้าเพื่อพยายามทรงตัว ทำให้เมื่อยยิ่งขึ้น ซึ่งส้นรองเท้าที่ทำจากยางดีกว่าไม้แข็งๆ เพราะช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ 

แต่หากสาวๆ คนไหนที่อยากอวดเรียวขาเซ็กซี่ด้วยส้นสูง ควรเลือกใส่ด้วยความระวังมากขึ้น โดยเลือกความสูงให้อยู่ที่ประมาณ 0.5 นิ้ว -1.5 นิ้ว เนื่องจากพื้นถนนที่มีความลื่น และเวลาเดินจะต้องคอยระวังเรื่องการทรงตัวเพราะเท้าจะเกร็งมากกว่าปกติ โดยลักษณะพื้นเท้าของเราจะเกร็งในลักษณะงุ้ม และจิกพื้น อาการเกร็งจะเกร็งไปถึงบริเวณข้อเท้าและน่อง หรือในบางครั้งถ้ามีน้ำเข้าไปในรองเท้าทำให้เท้าแฉะ จะยิ่งทำให้เดินลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าใส่รองเท้าที่ไม่มีสายรัดช่วงส้น จะต้องเกร็งเท้าเพื่อคอยประคองไม่ให้รองเท้าหลุดตลอดเวลา จะยิ่งเสียการทรงตัวได้ง่าย ดังนั้นจึงควรเลือกรองเท้าส้นสูงที่มีลักษณะส้นใหญ่ เพราะจะช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี ทำให้ยืนและเดินได้อย่างมั่นคง ซึ่งรองเท้าส้นสูงที่ใส่สบายที่สุดคือ รองเท้าส้นเตารีดที่มีน้ำหนักเบา แต่การเลือกแบบที่สูงจนเกินไปก็ต้องระวังเรื่องข้อเท้าพลิกและวิธีที่ดีสำหรับสาวออฟฟิศที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ก็ยังอยากสวยด้วยรองเท้าส้นสูงสี่นิ้ว หัวแหลม ส้นเข็ม คือการมีถุงเล็กๆ ไว้ในกระเป๋าถือ เพื่อใส่รองเท้าคู่สวยสลับกับรองเท้าคู่สบายนั่นเอง

ท้ายนี้ น.ส.อังค์สุมาลี แนะนำว่า “รองเท้าส้นสูง” เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสุดท้าย ที่สร้างความลงตัวให้ผู้หญิงก่อนออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหนๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกเพียงเพราะความชอบในแบบสีหรือราคาเท่านั้น การเลือกรองเท้าส้นสูงก็ควรให้ความสำคัญทั้งรูปแบบ วัสดุต่างๆ ที่ประกอบในรองเท้า และความเหมาะสมของการหยิบแต่ละคู่มาใส่ในแต่ละโอกาสและพื้นที่ที่เดินทาง ระยะเวลาที่สวมใส่ด้วย เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าและปัญหาสุขภาพในระยะยาว

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

เคล็ดลับสุขภาพ ดื่มน้ำน้อย โอกาสอ้วนสูง

เคล็ดลับสุขภาพ ดื่มน้ำน้อย โอกาสอ้วนสูง
ดื่มน้ำ น้ำดื่ม

            เมื่อเราดื่มน้ำน้อย ไตจะทำงานหนักและขาดประสิทธิภาพในการทำงาน เป็นเหตุให้ตับซึ่งปกติจะทำหน้าที่เร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายต้องมาทำหน้าที่แทนไต จึงทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกายมากขึ้น อันเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอ้วนได้ ทั้งนี้ ต้องควบคู่ไปกับการควบคุมดูแลการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วิธีการนี้จึงจะได้ผลดี
           หากจะกล่าวถึงสรรพคุณของน้ำ เราจะพบว่าน้ำสะอาดมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายอย่างที่เราคาดไม่ถึง อาทิช่วยย่อยและดูดซึมอาหารรวมทั้งของเสียไปตามกระแสเลือด ช่วยในการสร้างปฏิกิริยาทางเคมีของร่างกาย ช่วยหล่อลื่นและรับการเคลื่อนไหวของเอ็นและข้อต่อต่างๆ ช่วยให้ปฏิกิริยาทางเคมีและการเผาผลาญอาหารในร่างกายเป็นไปตามปกติ รวมถึงการช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เหมาะสม

ทรงผม เคล็ดลับในการแต่งผม 4 วิธี

ทรงผม เคล็ดลับในการแต่งผม 4 วิธี

ทรงผม

     ในการแต่งผมให้ออกมาสวยอย่างใจคิดนั้น จำเป็นต้องใช้กลเม็ดเล็กๆ น้อยๆ และนี่คือวิธี
     1. ซับให้แห้ง : ใช้เวลาซัก 10 นาทีในการใช้ผ้าขนหนูโพกศีรษะเอาไว้หลังสระผมเสร็จแล้ว เพื่อดูดซับน้ำส่วนเกินออกให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าคุณมีเวลาน้อย ก็ใช้ผ้าขนหนูบีบน้ำออกจากเส้นผม อย่าใช้ผ้าขนหนูถูไปถูมาเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกล็ดผมเปิดจนทำให้เส้นผมดูชี้ฟู
     2. ก่อนใช้ไดร์เป่าผม : อย่าลืมทาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อน เพื่อป้องกันความเสียหาย และควรใช้ไดร์เป่าผมให้แห้งประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์พอ
     3. ผสมผสาน : ทำตัวเป็นนักทดลองโดยการผสมผลิตภัณฑ์แต่งผมโน่นนี่เข้าด้วยกัน อย่างเช่น ถ้าคุณต้องการเส้นผมที่มีน้ำหนักและเป็นเงางาม ก็ผสมมูสกับซีรั่มเข้าด้วยกัน หรือผสมเจลกับขี้ผึ้งเข้าด้วยกัน ถ้าคุณอยากให้ผมอยู่ทรงแบบไม่แข็งปั๋ง
     4. เวลาทาผลิตภัณฑ์ : ก็ควรทาจากด้านหลังมาด้านหน้า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แต่งผมกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง โดยใช้ปลายนิ้วลูบลงบนเส้นผมเบาๆ และพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณโคนผม เพื่อไม่ให้เส้นผมลีบแบนลงมา

เคล็ดลับ บริหารกล้ามเนื้อตา

เคล็ดลับ บริหารกล้ามเนื้อตา
ดวงตา

     ดวงตาเป็นหน้าต่างของจิตใจ การมีสายตาที่ดีย่อมส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ผู้คนต้องใช้สายตากันมากขึ้น เช่น ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกม ส่ง SMS ล้วนส่งผลให้กล้ามเนื้อตาเมื่อยล้าปวดเมื่อยตา Lisa จึงมีท่าบริหารตามาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ

     นั่งสบาย ๆ บนเก้าอี้ ตามองที่ปลายจมูกโดยไม่เหลือบไปที่ใดและไม่กะพริบตา นับหนึ่งถึงสิบ จากนั้น ปิดตาเพื่อผ่อนคลาย ทำซ้ำ 5 ครั้ง

      ศีรษะตั้งตรง มองตรงไปข้างหน้าสองตาเหลือบมองไปที่ไหล่ขวาโดยไม่ขยับศีรษะตาม นับหนึ่งถึงสิบ จากนั้น ปิดตาเพื่อผ่อนคลาย ทำข้างซ้ายเหมือนข้างขวา ทำซ้ำข้างละ 5 ครั้ง

      จินตนาการว่าคุณกำลังมองนาฬิกาเรือนใหญ่ โฟกัสตาไปที่ศูนย์กลางของนาฬิกา ศีรษะไม่ขยับ ตาไล่มองตามเข็มนาฬิกา นับหนึ่งถึงสิบ ผ่อนคลายแล้วมองไปที่ศูนย์กลางของนาฬิกาใหม่ตามองไล่ตามเลขนาฬิกาอีกครั้ง นับหนึ่งถึงสิบ ทำซ้ำ 10 ครั้ง

      นั่งห่างจากหน้าต่างประมาณ 200 มิลลิเมตร หรือ 6 นิ้ว โดยการทำเครื่องหมายที่กระจกหน้าต่างไว้ในระดับสายตา อาจใช้สติกเกอร์สีแดงหรือสีดำก็ได้ และให้คุณมองเหนือเครื่องหมายที่ทำไว้ ตาโฟกัสไปที่ใดที่หนึ่งแล้วนับ 1 ถึง 15 จากนั้น ละสายตามองไปที่เครื่องหมายทำซ้ำ 5 ครั้ง

      ถือปากกาไว้ในมือ ยื่นแขนที่ถือปากกาไปข้างหน้าจนสุดแขน แล้วค่อย ๆ ถือปากกาเข้ามาจ่อที่จมูกช้า ๆ ตาโฟกัสที่ปากกาเท่านั้น จากนั้น ยื่นแขนที่ถือปากกาไปจนสุดแขนอีกครั้ง ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

      นั่งสบาย ๆ แล้วกลอกลูกตาตามเข็มนาฬิกา 5 ครั้ง จากนั้น ทวนเข็มนาฬิกาอีก 5 ครั้ง

      ปิดตาแน่น ๆ นับ 1-5 จากนั้น เบิ่งตาให้กว้างที่สุด นับ 1-5 ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

      ปิดตาสบาย ๆ จากนั้น ใช้ปลายนิ้ว 3 นิ้วนวดตาเบา ๆ เป็นวงกลมอย่างระมัดระวังประมาณ 1-2 นาที

     เปิดตาและมองไปข้างหน้าเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมายประมาณ 2-3 นาที ซึ่งทำได้ทุกวันโดยเฉพาะเมื่อคุณต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์

เคล็ดลับบำรุงสายตากับ 5 สุดยอดผักที่บำรุงสายตา

ผักบำรุงสายตา


ปัญหาด้านสายตามักพบมากขึ้นในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน ใช้สายตาอ่านหนังสือขณะแสงไม่เพียงพอ รวมถึงแสงจากแดด และลม ล้วนเป็นปัจจัยทำให้ดวงตาเสื่อมก่อนวัย ดังนั้น ในแต่ละวันจึงควรหมั่นถนอม เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานที่สุด เริ่มง่าย ๆ ด้วยการทานผักที่ช่วยบำรุงสายตา อุดมวิตามินเอ ดังนี้

ผักบุ้ง แก้ตาฟาง หรือตาบอดกลางคืนได้ดี ลดอาการปวดกระบอกตาในกรณีที่ใช้สายตาเยอะ และช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง
แครอท มีหลายสี เช่น เหลือง ม่วง ส้ม แต่ที่นิยมรับประทานคือสีส้ม บำรุงสายตา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในเวลากลางคืน หรือในที่แสงสว่างน้อย

ฟักทอง ช่วยในการมองเห็น ป้องกันเยื่อบุตาแห้ง และกระจกตาเป็นแผล

คะน้า มีลูทีนสูง โดยผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกได้ถึง 20%

ตำลึง มีเบต้าแคโรทีน และแคโรนอยด์ที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอต่อ แก้โรคตามัวตอนกลางคืน อย่างไรก็ตาม วิตามินเอมีความไวต่อออกซิเจน ดังนั้น หากจะทำเป็นผักต้ม ควรใส่น้ำปริมาณน้อย และปิดฝาภาชนะขณะต้ม จะช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินได้ดี

อย่าลืมใส่ผัก 5 ชนิดดังกล่าวลงในเมนูเป็นประจำ เพื่อดวงตาคู่สวยจะได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพนาน ๆ.

แต่งหน้า วิธีแต่งหน้า สไตล์เจ้าหญิง

แต่งหน้า วิธีแต่งหน้า สไตล์เจ้าหญิง
แต่งหน้า

Get the look วันนี้ ปุ้ยหยิบแรงบันดาลใจจากฤดูฝนมาแต่งสวยให้ดูกันค่ะ

          ถ้านึกถึงอารมณ์ของฤดูฝนแล้ว ก็คงต้องเป็นอารมณ์เหงาๆ เศร้าๆ ซึ้งๆ ใช่มั้ยล่ะ ปุ้ยก็เลยตั้งชื่อลุคนี้ว่า เจ้าหญิงแสนเศร้า โดยดึงอารมณ์ของฤดูฝนเข้ามาสร้างบรรยากาศความเหงา ด้วยโทนสีม่วงที่ดูดซึมเศร้าอย่างสีลูกพลัม และสีชมพูที่ดูอ่อนหวานแบบผู้หญิงๆ ผสานกับเทคนิคลูกเล่นของหยดน้ำตา และแก้มฉ่ำๆ ของสาวน้อยน่าสงสารที่ร้องไห้มาทั้งวัน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มความหรูหราสไตล์เจ้าหญิงลงไปด้วย

          "ลุคเจ้าหญิงแสนเศร้าดึงอารมณ์ของฤดูฝนเข้ามาสร้างบรรยากาศความเหงา ด้วยโทนสีม่วงที่ดูซึมเศร้า และสีชมพูที่ดูอ่อนหวาน"
ผิวหน้า (Face) ผิวนวลเนียนด้วยรองพื้นเนื้อครีมที่เปลี่ยนเป็นเนื้อแป้งได้ เหมาะกับอากาศร้อน ๆ ชื้น ๆ ของฤดูฝนยิ่งนักตามด้วยแป้งฝุ่นเนื้อบางเบา ที่สามารถควบคุมความมันของผิวหน้าได้เป็นอย่างดี

          ดวงตา (Eyes) ดวงตาสีม่วงลูกพลัมที่ดูมีมิติด้วยการไล่โทนสีเข้ม และให้ความหรูหราด้วยอายชาโดวที่มีชิมเมอร์และกลิตเตอร์ จากนั้นเพิ่มลูกเล่นให้แววตาดูเหมือนมีน้ำตาเอิ่งนองตลอดเวลา ด้วยชิมเมอร์เนื้อละเอียดสีชมพูมุข ตามด้วยการให้เส้นขอบตาสีม่วงที่ดูหรูหรา กับแผงขนตายาว ๆ ที่ทำให้แววตาดูหวานขึ้น

          แก้ม (Cheeks) แก้มสีชมพูม่วง ปัดตรงตำแหน่งใต้ดวงตา ทำให้เหมือนแก้มที่แดงเพราะร้องไห้มาทั้งวัน

          เรียวปาก (Lips) เรียวปากสีชมพูหวาน ๆ และกลอสสีชมพูใส ๆ ทำให้ได้ลุคแบบผู้หญิ๊งผู้หญิง

          Lonely Princess เป็นลุคที่ดูแสดงให้เห็นเทคนิคการแต่งหน้าให้ดูหวานแบบเจ้าหญิง ๆ หรือแบบนางเอกในละครที่ชีวิตเธอดูแสนเศร้า รอคอยความรักที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาซักที ซึ่งสาว ๆ สามารถนำลุคนี้ไปใช้ได้ สำหรับใครที่ชอบการแต่งโทนหวาน และลุคนี้จะให้ตัวอย่างในการนำโทนสีม่วงที่แต่งยาก ๆ มาแสดงให้ดูกันว่า เราสามารถแต่งให้สีม่วงดูสวยหรูหราได้อย่างไร

          ฤดูฝน อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกพรำบ้าง หนักบ้าง ยังไงก็ อยากให้สาว ๆ ดูแลตัวเองกันให้ดี ๆ พกร่มออกจากบ้านเป็นไอเท็มติดตัวในช่วงนี้กันด้วยนะคะ

มะเร็งมดลูก กินบิสกิต-เค้ก บ่อยเพิ่มโอกาสเป็น โรคมะเร็งมดลูก

                          มะเร็งมดลูก กินบิสกิต-เค้ก บ่อยเพิ่มโอกาสเป็น โรคมะเร็งมดลูก

ผู้หญิง


          งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า การทานบิสกิต เค้ก หรือขนมปังนิ่ม ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมดลูกมากขึ้น 33% หากทานขนมหวานเหล่านี้อย่างต่ำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และหากทานมากกว่านั้นก็มีโอกาสล้มป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับเนื้องอกมากขึ้น 42%

          ข้อค้นพบนี้มาจากการวิจัยนาน 10 ปีของมหาวิทยาลัยในสวีเดน โดยศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้หญิง 6 หมื่นคน เพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างการรับประทานน้ำตาล กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเนื้องอกในมดลูก

          ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีผู้หญิงอังกฤษเป็นโรคมะเร็งมดลูก 6,400 คน และเสียชีวิตเพราะโรคนี้ปีละ 1 พันคน ซึ่งโดยปกติโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมดลูก มีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักตัวของแต่ละคน แต่นักวิจัยจากสถาบันคาโรลินสกาในกรุงสตอกโฮลม์ต้องการศึกษาเพิ่มว่า ปริมาณการรับประทานน้ำตาลมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งมดลูกหรือไม่

          งานนี้ นักวิจัยจึงได้ศึกษาข้อมูลจากผู้หญิงหลายพันคนในปี พ.ศ.2530 พร้อมทั้งสอบถามวิธีการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร ตรวจสอบน้ำหนักและสุขภาพ และทำเช่นเดียวกันในเวลา 10 ปีหลัง โดยผู้หญิงทุกคนจะถูกสอบถามว่า เติมน้ำตาลในเครื่องดื่มร้อนทั้งชาและกาแฟมากน้อยเพียงใด รวมทั้งรับประทานน้ำตาลผ่านอาหารอื่น ๆ หรือไม่
         เมื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสอบถามมาเปรียบเทียบกับข้อมูลสุขภาพ นักวิจัยพบว่า อาสาสมัครหญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งในระหว่างการศึกษานาน 18 ปีมีถึง 729 คน และแม้งานวิจัยจะพบว่า การทานอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลักบางประเภท เช่น ลูกอม น้ำหวาน น้ำอัดลม แยม เป็นต้น ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งมดลูก แต่การทานขนมหวานประเภทเค้ก ขนมปังนุ่ม และบิสกิต มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งถึง 42%

          งานวิจัยระบุถึงความบ่อยครั้งในการรับประทานขนมหวาน แต่ไม่ได้ระบุถึงจำนวนครั้งแต่อย่างใด ทว่างานวิจัยชี้ว่า การทานน้ำตาลเกินกว่า 35 กรัมต่อวัน (เทียบเท่ากับ 7 ช้อนชา) มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับเนื้องอกเพิ่มขึ้น 36%

          นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาหารที่มีน้ำตาลสูงสร้างความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง เนื่องจากเมื่อร่างกายมนุษย์มีน้ำตาลสูงเกิน ร่างกายจะผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นเพื่อจำกัดน้ำตาลส่วนเกิน ซึ่งส่งผลให้การเจริญเติบโตของเซลล์ในช่องคลอดผิดปกติ และนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งในที่สุด ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า น้ำตาลจะกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีผลทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติ

          ด้าน ยินกา เอโบ ผู้จัดการอาวุโสแผนกข้อมูลสุขภาพจากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอังกฤษ แนะนำว่า การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักสม่ำเสมอ เป็นวิธีการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ดีที่สุด เธอชี้ว่า แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะบ่งชี้ว่า การทานน้ำตาลสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งก็ตาม เรายังจำเป็นต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย เพื่อยืนยันข้อสรุปที่ชัดเจนได้